ลองจินตนาการดูนะครับว่า ในโลกของการทำธุรกิจปัจจุบัน โดยเฉพาะสายที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอเข้ามาช่วยจัดการอะไรต่างๆ มันมีความคึกคักและดุเดือดมากแค่ไหน หลายบริษัทพยายามเร่งเครื่องระดมทุนกันแบบต่อเนื่องเพื่อขยายกิจการให้ทันคู่แข่ง แต่สำหรับ คอร์กี้ ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพด้านประกันภัยที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้ เขาทำสิ่งที่เหนือกว่ามาตรฐานทั่วไปขึ้นไปอีกขั้นครับ
การระดมทุนในยุคที่เอไอครองเมืองแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่การที่บริษัทหนึ่งสามารถปิดดีลการลงทุนได้ถึงสามรอบภายในระยะเวลาเพียงแค่แปดสัปดาห์นั้นถือเป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยากจริงๆ มันแสดงให้เห็นว่านักลงทุนมีความเชื่อมั่นในตัวเทคโนโลยีที่เขาพัฒนาขึ้นมาอย่างมาก และพร้อมที่จะอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อเร่งการเติบโตให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
ทำไมใครๆ ก็จับตามอง
ล่าสุดมีรายงานออกมาว่า คอร์กี้ เพิ่งจะปิดการระดมทุนรอบใหม่ไปส่งผลให้มูลค่าของบริษัทพุ่งสูงขึ้นไปแตะที่ 4 พันล้านดอลลาร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่การเติบโตธรรมดา แต่เป็นการสะท้อนภาพรวมของอุตสาหกรรมประกันภัยที่กำลังถูกเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิง
การระดมทุนที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องแบบนี้เปรียบเสมือนการเติมเชื้อเพลิงให้เครื่องยนต์ที่กำลังทำงานเต็มกำลัง เพื่อให้บริษัทสามารถขยายบริการหรือพัฒนาเครื่องมือใหม่ๆ ออกมาตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้ทันท่วงที ในมุมของคนทำธุรกิจหรือคนที่สนใจเรื่องนวัตกรรม นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยีประกันภัยกำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญในหลายอุตสาหกรรม
เบื้องหลังมูลค่ามหาศาล
หากมองย้อนกลับไปถึงที่มาที่ไป เราจะพบว่านี่คือการระดมทุนครั้งที่สามในรอบเพียงสองเดือนเท่านั้น ซึ่งถือเป็นความถี่ที่สูงมากในโลกของสตาร์ทอัพ การที่นักลงทุนยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินด้วยมูลค่าบริษัทที่สูงถึง 4 พันล้านดอลลาร์นั้น ย่อมหมายความว่าโมเดลธุรกิจของ คอร์กี้ ต้องมีอะไรที่พิเศษและจับต้องได้จริงมากกว่าแค่แผนงานบนกระดาษ
ความน่าสนใจอยู่ที่ว่าในขณะที่สตาร์ทอัพเจ้าอื่นอาจจะต้องใช้เวลาเป็นปีในการระดมทุนแต่ละรอบ แต่ คอร์กี้ กลับสามารถทำได้ในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งปัจจัยหลักน่าจะมาจากความเชื่อมั่นในศักยภาพของเอไอที่สามารถจัดการความเสี่ยงหรือวิเคราะห์ข้อมูลประกันภัยได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วกว่าวิธีการแบบดั้งเดิมที่เราเคยใช้กันมา
วิธีการทำงานของเขาคือการใช้ระบบอัตโนมัติเข้ามาจัดการขั้นตอนที่ยุ่งยากและใช้เวลานาน ให้กลายเป็นเรื่องที่ทำได้ผ่านปลายนิ้วสัมผัส ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ต้นทุนการดำเนินงานลดลงแล้ว ยังทำให้ผู้ใช้งานได้รับบริการที่รวดเร็วและตรงจุดมากขึ้นอีกด้วย นี่คือเหตุผลว่าทำไมเม็ดเงินมหาศาลถึงไหลเข้ามาที่บริษัทนี้อย่างต่อเนื่องและรวดเร็วขนาดนี้
ในอนาคตเราอาจจะได้เห็นนวัตกรรมเหล่านี้ถูกนำมาปรับใช้ในหลายภาคส่วนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจัดการความเสี่ยงในฟาร์มหรือการดูแลสินทรัพย์ทางการเกษตรด้วยเทคโนโลยีที่ชาญฉลาด หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มองหาเครื่องมือช่วยบริหารจัดการความเสี่ยงในอนาคต คุณคิดว่าเทคโนโลยีประกันภัยที่รวดเร็วและแม่นยำแบบนี้จะเข้ามาเปลี่ยนวิธีการทำงานในแบบเดิมๆ ของเราไปได้มากน้อยแค่ไหนครับ
ที่มา: TechCrunch