ลองนึกภาพว่าถ้าวันหนึ่งเราเปิดก๊อกน้ำแล้วน้ำไม่ไหล หรือระบบจัดการน้ำในเมืองเกิดรวนจนเราใช้งานไม่ได้ขึ้นมา มันคงเป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิดและน่ากลัวไม่น้อยเลยใช่ไหมครับ เรื่องแบบนี้เพิ่งเกิดขึ้นจริงที่รัฐมินนิโซตา ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของเครื่องจักรเสียธรรมดา แต่มันคือเหตุการณ์การโจมตีทางไซเบอร์ที่กำลังเป็นประเด็นถกเถียงกันดุเดือดอยู่ในตอนนี้
สถานการณ์ที่ว่านี้คือการที่ระบบน้ำประปาในหลายพื้นที่ถูกแฮกเกอร์เล่นงาน จนเกิดคำถามตัวโตๆ ว่าใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ และทำไมจู่ๆ ถึงกลายเป็นประเด็นที่นักการเมืองระดับประเทศต้องออกมาโต้ตอบกันอย่างเผ็ดร้อนขนาดนี้ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้จบแค่การซ่อมระบบให้กลับมาใช้งานได้ แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน
ใครอยู่เบื้องหลังการโจมตี
หากถามถึงสาเหตุที่แท้จริง หน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐฯ อย่างสำนักงานสืบสวนกลาง หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ เอฟบีไอ ร่วมกับหน่วยงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานด้านความมั่นคงทางไซเบอร์และโครงสร้างพื้นฐาน ได้ออกมาให้ข้อมูลในทิศทางเดียวกันว่า มีความเป็นไปได้สูงมากที่เหตุการณ์นี้จะเป็นฝีมือของกลุ่มแฮกเกอร์จากประเทศอิหร่าน
แม้ว่าหน่วยงานเหล่านี้จะยังไม่ได้ฟันธงแบบร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างเป็นทางการ แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ก็มองไปในทิศทางเดียวกันว่านี่คือปฏิบัติการของต่างชาติที่พยายามเข้ามาเจาะระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสข่าวนี้ กลับมีมุมมองที่น่าสนใจจากอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ออกมาแสดงความเห็นแบบสวนกระแสอย่างสิ้นเชิง
คำกล่าวอ้างที่กลายเป็นประเด็น
โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวโดยตรงว่า เขาไม่เชื่อว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นฝีมือของกลุ่มแฮกเกอร์จากอิหร่านตามที่หน่วยงานความมั่นคงคาดการณ์กันไว้ แต่เขากลับโยนความผิดไปที่ ทิม วอลซ์ ซึ่งเป็นผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา โดยระบุว่าเป็นความรับผิดชอบของเขาที่ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น
คำพูดนี้สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย เพราะเป็นการหักล้างข้อมูลจากหน่วยงานความมั่นคงที่กำลังติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่เอฟบีไอเพิ่งจะออกคำเตือนสดๆ ร้อนๆ ว่าการโจมตีทางไซเบอร์ในลักษณะนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ที่รัฐมินนิโซตาเท่านั้น แต่กำลังแพร่กระจายไปยังรัฐอื่นๆ ทั่วประเทศอีกด้วย
ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง
ในรัฐมินนิโซตาเพียงรัฐเดียว มีรายงานว่าระบบน้ำประปาของชุมชนอย่างน้อย 30 แห่งตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลยสำหรับระบบที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง การที่แฮกเกอร์สามารถเจาะเข้ามาถึงระบบส่วนกลางได้ขนาดนี้ ยิ่งทำให้เกิดความกังวลว่าระบบความปลอดภัยไซเบอร์ในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่
การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานประเภทนี้มักจะใช้วิธีการแทรกซึมผ่านช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ที่ควบคุมเครื่องจักรในโรงงานผลิตน้ำประปา ทำให้แฮกเกอร์สามารถเข้าถึงการควบคุมการทำงานของระบบได้จากระยะไกล ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่รัฐบาลทั่วโลกต้องหันมาให้ความสำคัญอย่างจริงจังก่อนที่ความเสียหายจะลุกลามไปมากกว่านี้
เบื้องหลังความเปราะบางของระบบ
เหตุผลที่การโจมตีครั้งนี้ได้รับความสนใจมาก เป็นเพราะระบบน้ำประปาเหล่านี้มีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อความสะดวกในการควบคุมและตรวจสอบ แต่ความสะดวกที่ว่านี้กลับกลายเป็นดาบสองคมที่เปิดช่องให้ผู้ไม่หวังดีสามารถโจมตีได้จากทุกมุมโลก การที่หน่วยงานความมั่นคงต้องออกมาเตือนภัย แสดงให้เห็นว่าเครื่องมือที่ใช้ในการโจมตีมีประสิทธิภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ
ในเชิงเทคนิคแล้ว การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานแบบนี้มักจะไม่ได้มุ่งหวังแค่การขัดขวางการทำงานเพียงชั่วคราว แต่เป็นการแสดงศักยภาพในการแทรกแซงระบบที่สำคัญของประเทศ ซึ่งการที่นักการเมืองนำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นในการหาเสียงหรือโต้แย้งกัน ยิ่งทำให้สถานการณ์มีความซับซ้อนและน่าจับตามองมากขึ้นไปอีกว่า สุดท้ายแล้วใครจะเป็นผู้รับผิดชอบหรือหาทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยได้จริง
คุณคิดว่าการที่เหตุการณ์ความปลอดภัยทางไซเบอร์ถูกนำไปโยงกับเรื่องการเมืองแบบนี้ จะส่งผลให้การแก้ไขปัญหาทางเทคนิคทำได้ยากขึ้นหรือไม่
ที่มา: The Verge