ลองนึกภาพว่าคุณกำลังนั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ตามปกติ แต่ในอีกหน้าต่างหนึ่งของเบราว์เซอร์ คุณกำลังแอบส่องเข้าไปดูการเคลื่อนไหวของกลุ่มแฮกเกอร์ที่อันตรายที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก นี่ไม่ใช่ฉากในภาพยนตร์แนวสายลับที่ไหน แต่มันคือเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นตลอดเกือบสองปีที่ผ่านมา เมื่อนักวิจัยด้านความปลอดภัยไซเบอร์ชื่อ แวนเจลิส สไตคาส ได้ตัดสินใจทำสิ่งที่คนทั่วไปอาจไม่กล้าคิด นั่นคือการบุกเข้าไปในเซิร์ฟเวอร์ของกลุ่มแฮกเกอร์จากเกาหลีเหนือเสียเอง
การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่อความสนุกหรือการลองของ แต่เป็นการสืบสวนเชิงลึกที่เปลี่ยนมุมมองต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ไปอย่างสิ้นเชิง เขาไม่ได้แค่เข้าไปดูว่าพวกเขากำลังทำอะไร แต่เขากำลังก้าวเข้าไปอยู่ในเส้นทางที่กลุ่มแฮกเกอร์เหล่านี้ใช้ในการส่งคำสั่งและควบคุมระบบต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งผลลัพธ์ที่เขาค้นพบนั้นเรียกได้ว่าสะเทือนวงการความปลอดภัยไซเบอร์ไปทั่วทุกมุมโลก
เผยความลับในเซิร์ฟเวอร์มืด
จากการเฝ้าติดตามและเข้าถึงข้อมูลในเซิร์ฟเวอร์ของกลุ่มแฮกเกอร์เกาหลีเหนืออย่างต่อเนื่อง แวนเจลิสพบว่าสิ่งที่เขากำลังเผชิญอยู่นั้นไม่ใช่แค่กลุ่มคนไม่กี่คนที่นั่งเขียนโค้ดอยู่ในห้องมืด แต่เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพสูงมาก พวกเขาสามารถเจาะเข้าไปในระบบเครือข่ายขององค์กรต่าง ๆ ทั่วโลกได้อย่างแนบเนียน
จำนวนของระบบที่ถูกแฮกนั้นมีมากจนน่าตกใจ การบุกรุกเกิดขึ้นในหลากหลายพื้นที่และหลากหลายธุรกิจ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่มีใครที่ปลอดภัยจากเงื้อมมือของกลุ่มนี้ได้เลยหากขาดการป้องกันที่รัดกุม ข้อมูลที่แวนเจลิสรวบรวมได้ทำหน้าที่เป็นหลักฐานชั้นดีที่เผยให้เห็นถึงขนาดและขอบเขตของการปฏิบัติการที่ซับซ้อนเกินกว่าที่เราเคยคาดการณ์ไว้
เบื้องหลังการเจาะทะลวงโลกไซเบอร์
สิ่งที่น่าสนใจคือวิธีการที่แวนเจลิสใช้ในการคงการเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์เหล่านั้นไว้ได้นานถึงสองปีโดยไม่ถูกจับได้ เขาต้องอาศัยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในโครงสร้างพื้นฐานที่กลุ่มแฮกเกอร์ใช้ รวมถึงการวิเคราะห์รูปแบบการสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ถูกใช้เป็นฐานที่มั่นในการโจมตี ซึ่งในวงการไอทีเราเรียกสิ่งนี้ว่าการวิเคราะห์โครงสร้างคำสั่งและควบคุม หรือที่เรียกกันว่าเซิร์ฟเวอร์ซีทู
เบื้องหลังความสำเร็จของการสืบสวนครั้งนี้คือความพยายามในการเชื่อมโยงจุดต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อให้เห็นภาพรวมของเครือข่ายที่ถูกยึดครอง ข้อมูลที่เขาพบไม่ได้บอกแค่ว่าใครถูกแฮก แต่ยังบอกถึงวิธีการที่แฮกเกอร์ใช้ในการรักษาฐานที่มั่นของตนเองไว้ในระบบของเหยื่อ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการแฝงตัวอยู่นานที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อขโมยข้อมูลหรือสร้างความเสียหายในระยะยาว
การที่นักวิจัยคนหนึ่งสามารถเจาะเข้าไปในระบบของแฮกเกอร์ระดับรัฐบาลได้สำเร็จเช่นนี้ ถือเป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีว่าโลกไซเบอร์นั้นไม่ได้มีแค่ฝ่ายที่รุก แต่ยังมีคนที่คอยเฝ้าระวังและสวนกลับเพื่อปกป้องโลกดิจิทัลของเราอยู่เสมอ หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจหรือดูแลระบบเครือข่าย คุณคิดว่ามาตรการป้องกันในปัจจุบันเพียงพอที่จะรับมือกับการโจมตีที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบเช่นนี้แล้วหรือยัง
ที่มา: WIRED