ลองจินตนาการดูนะครับว่า ในขณะที่เรากำลังตื่นเต้นกับความฉลาดของระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ช่วยเขียนโค้ดหรือสรุปรายงานให้เราได้ในพริบตา แต่ในมุมของฝ่ายบัญชีหรือผู้บริหารไอทีกลับกำลังกุมขมับกับตัวเลขค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูงขึ้นแบบคาดเดาไม่ได้ เหมือนเรากำลังเปิดก๊อกน้ำทิ้งไว้โดยไม่รู้ว่ามิเตอร์จะหมุนไปเร็วแค่ไหน และที่น่าสนใจคือทางฝั่งบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีเองก็กำลังประสบปัญหาไม่ต่างกัน เพราะพวกเขายังหาจุดสมดุลในการตั้งราคาที่ยุติธรรมต่อทั้งสองฝ่ายไม่ได้เสียที
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้คือการปะทะกันระหว่างความต้องการใช้งานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กับโมเดลธุรกิจที่ยังไม่นิ่งพอ หลายองค์กรเริ่มรู้สึกว่าค่าธรรมเนียมการใช้งานที่เรียกเก็บตามจำนวนการประมวลผลนั้นควบคุมได้ยาก ทำให้งบประมาณที่วางไว้ตอนต้นปีอาจจะบานปลายได้ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน
ความสับสนในฝั่งผู้ซื้อและผู้ขาย
ในฝั่งของผู้ซื้อบริการปัญญาประดิษฐ์ ความท้าทายหลักคือการที่พวกเขาไม่สามารถคาดการณ์ปริมาณการใช้งานจริงได้แม่นยำ เพราะระบบเหล่านี้ทำงานโดยอิงกับจำนวนโทเคน ซึ่งก็คือหน่วยย่อยของข้อความหรือข้อมูลที่ระบบประมวลผล ยิ่งคำสั่งซับซ้อนหรือต้องการคำตอบที่ละเอียดมากเท่าไหร่ จำนวนโทเคนก็ยิ่งถูกใช้ไปมากเท่านั้น ทำให้การควบคุมค่าใช้จ่ายกลายเป็นเรื่องของความเสี่ยงที่มองไม่เห็น
ในขณะเดียวกัน ฝั่งผู้ขายหรือบริษัทเจ้าของเทคโนโลยีเองก็กำลังเผชิญกับโจทย์หินไม่แพ้กัน พวกเขาต้องพยายามหาสมดุลระหว่างต้นทุนมหาศาลในการเช่าพลังประมวลผลจากศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ กับการตั้งราคาที่ต้องไม่สูงจนลูกค้าหนีหายไปใช้เจ้าอื่น แต่ก็ต้องไม่ต่ำจนบริษัทขาดทุนย่อยยับจากการแบกรับค่าไฟฟ้าและค่าบำรุงรักษาฮาร์ดแวร์ระดับสูงที่ใช้ในการฝึกฝนและรันโมเดล
ทำไมการคิดเงินถึงกลายเป็นเรื่องยาก
ความซับซ้อนนี้มีที่มาจากการที่การประมวลผลของปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้มีราคาคงที่เหมือนการซื้อซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิมที่เราจ่ายเงินก้อนแล้วจบไป แต่มันคือการจ่ายตามการใช้งานจริงหรือที่เรียกกันว่าการคิดเงินตามปริมาณ ซึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อต้นทุนนั้นมีตั้งแต่ความยาวของข้อมูลที่ใส่เข้าไป ไปจนถึงความซับซ้อนของคำสั่งที่ระบบต้องตีความ
เมื่อโครงสร้างต้นทุนมีความผันผวนสูงเช่นนี้ ทั้งสองฝ่ายจึงอยู่ในสภาวะที่ต้องปรับตัวเข้าหากันอยู่ตลอดเวลา ผู้ซื้อต้องเรียนรู้ที่จะบริหารจัดการการใช้งานให้คุ้มค่าที่สุด ส่วนผู้ขายก็ต้องพัฒนารูปแบบการคิดเงินที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ง่ายขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าในระยะยาว
ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นการทดลองใช้โมเดลราคาใหม่ ๆ ออกมาอยู่ตลอดเวลา ทั้งแบบเหมาจ่ายรายเดือน หรือแบบแบ่งระดับการใช้งานตามความเหมาะสม แต่ดูเหมือนว่าจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีสูตรสำเร็จที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ความไม่แน่นอนนี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญของยุคสมัยที่ปัญญาประดิษฐ์กำลังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงานประจำวัน และเป็นเรื่องที่ทุกองค์กรต้องเร่งหาทางออกก่อนที่ต้นทุนการใช้งานจะกลายเป็นอุปสรรคต่อการนำเทคโนโลยีมาใช้จริง คุณคิดว่าในอนาคตจะมีรูปแบบการคิดค่าบริการแบบไหนที่จะทำให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายพอใจได้มากที่สุดครับ
ที่มา: BBC News