ถ้าคุณกำลังมองหาคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กหรือ Mini PC เครื่องจิ๋วที่แรงพอจะรันโมเดลภาษาขนาดใหญ่ หรือ LLM ไว้ใช้งานส่วนตัวที่บ้าน แถมยังอยากได้เครื่องที่แกะอัปเกรดหรือซ่อมแซมเองได้ง่ายโดยไม่ต้องง้อช่าง วันนี้มีตัวเลือกใหม่ที่น่าสนใจเปิดตัวออกมาให้เห็นกันแล้ว

ค่าย Tuxedo Computers ได้เปิดตัว Nano Pro Gen15 คอมพิวเตอร์ขนาดเล็กสายทำงานที่เน้นจับกลุ่มนักพัฒนาและคนชอบทำห้องทดลองระบบที่บ้าน หรือ Home Lab โดยเฉพาะ ซึ่งมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ TuxedoOS ที่พัฒนามาจาก Linux ติดตั้งมาให้พร้อมใช้งานทันทีตั้งแต่เปิดกล่อง

ตัวเครื่องขนาดจิ๋วแต่แกะอัปเกรดง่าย

ในแง่ของดีไซน์ภายนอก Nano Pro Gen15 มาในขนาดกะทัดรัดเพียง 110 × 117.5 × 49 มิลลิเมตรเท่านั้น ถือว่าเล็กจนวางบนฝ่ามือหรือวางแอบไว้หลังจอมอนิเตอร์ได้สบาย ตัวบอดี้ใช้วัสดุพลาสติก แต่สิ่งที่น่าประทับใจคือแนวคิดการออกแบบที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ซ่อมแซมและอัปเกรดอุปกรณ์ได้สะดวก

เพียงแค่ไขสกรูออก 4 ตัว คุณก็สามารถเปิดฝาเพื่อเข้าถึงอุปกรณ์ภายในได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นหน่วยความจำ RAM ช่องเก็บข้อมูล SSD หรือแม้แต่การ์ดเชื่อมต่อไร้สาย Wireless Card ก็สามารถถอดเปลี่ยนได้เองในอนาคต ถือว่าตอบโจทย์สายซ่อมแซมและปรับแต่งอุปกรณ์ด้วยตัวเองอย่างมาก

ส่วนระบบจ่ายพลังงาน ตัวเครื่องมาพร้อมกับตัวแปลงไฟภายนอก หรือ Power Adapter ขนาด 120 วัตต์ แบบหัวเสียบ Barrel Adaptor แต่ทางผู้ผลิตยังไม่ได้ระบุค่าการปลดปล่อยความร้อนสูงสุด หรือ TDP ของตัวประมวลผลภายในไว้อย่างชัดเจน

ขุมพลังสเปกภายในและการประมวลผลกราฟิก

หัวใจหลักของเครื่องนี้คือชิปประมวลผล Intel Core Ultra X7 358H จากตระกูล Panther Lake ที่ทำงานร่วมกับหน่วยประมวลผลกราฟิกแบบบูรณาการ หรือ iGPU รุ่น Intel Arc B390 ซึ่งมีความสามารถสูงพอสำหรับการประมวลผลงานทั่วไปไปจนถึงงานด้านปัญญาประดิษฐ์

แม้ว่าเป้าหมายหลักของเครื่องนี้จะเน้นไปที่การรันโมเดลภาษา LLM แบบส่วนตัวที่มีความปลอดภัยสูง แต่ทางผู้ผลิตก็ยอมรับว่ามันสามารถนำมาใช้เป็นคอมพิวเตอร์เล่นเกมขนาดเล็กได้แบบไม่ต้องยุ่งยาก เพราะไดรเวอร์การ์ดจอของ Intel ถูกรวมเข้าไปในเคอร์เนลของระบบปฏิบัติการ Linux บน TuxedoOS เรียบร้อยแล้ว

ด้านหน่วยความจำชั่วคราว หรือ RAM รุ่นเริ่มต้นจัดเต็มด้วย DDR5-7200 แบบ Dual-channel ขนาด 16 GB ส่วนพื้นที่เก็บข้อมูล มีช่อง M.2 SSD ให้มาถึง 2 ช่อง โดยแบ่งเป็นขนาด M.2 2242 จำนวน 1 ช่อง และขนาด M.2 2280 จำนวน 1 ช่อง โดยรุ่นเริ่มต้นจะใส่ NVMe SSD รุ่น WD Blue SN5100 ความจุ 500 GB มาให้

การเชื่อมต่อครบครันและการอัปเกรด RAM

สำหรับการเชื่อมต่อเครือข่าย ถือว่าจัดมาให้อย่างครบครันด้วยระบบ Wi-Fi 7 ไร้สายยุคใหม่ พอร์ตเชื่อมต่อสายแลนความเร็วสูง 2.5 GbE จำนวน 2 พอร์ต และระบบ Bluetooth 6 สำหรับต่ออุปกรณ์เสริมไร้สายต่าง ๆ

ด้านหลังตัวเครื่องมีพอร์ตรับไฟ DC-in พอร์ตสายแลน 2.5 GbE 2 ช่อง พอร์ต USB 3.2 Gen 2 Type-A 2 ช่อง และพอร์ต HDMI 2 ช่อง ซึ่งรองรับ HDMI 2.1 บนระบบปฏิบัติการ Windows และรองรับ HDMI 2.0b บนระบบปฏิบัติการ Linux ในปัจจุบัน

ด้านหน้าตัวเครื่องมีพอร์ต USB4 จำนวน 1 ช่อง พอร์ต USB 3.2 Gen 2x2 Type-C ที่รองรับการส่งสัญญาณภาพ DP 1.4a Alt Mode อีก 1 ช่อง พอร์ต USB 3.2 Gen 2 Type-A 1 ช่อง และช่องเสียบหูฟังพร้อมไมค์ขนาด 3.5 มิลลิเมตร โดยการทำงานร่วมกันระหว่างพอร์ต USB Type-C และ HDMI ทำให้เครื่องนี้รองรับการต่อจอภาพพร้อมกันได้สูงสุดถึง 4 จอ

ราคาเริ่มต้นของ Nano Pro Gen15 สเปก RAM 16 GB และ SSD 500 GB อยู่ที่ 1,749 ยูโร (ราว 66,500 บาท) หากต้องการเพิ่ม RAM เป็น 32 GB ต้องจ่ายเพิ่มอีก 192 ยูโร (ราว 7,300 บาท) ส่วนการขยับไป RAM 64 GB มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม 462 ยูโร (ราว 17,500 บาท) และถ้าจัดเต็มถึง RAM 128 GB จะต้องเพิ่มเงินอีก 1,742 ยูโร (ราว 66,200 บาท) ซึ่งแทบจะทำให้ราคาเครื่องสูงขึ้นเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว แล้วคุณคิดว่า Mini PC สเปกแรงที่แกะซ่อมเองได้แบบนี้ คุ้มค่ากับราคาค่าตัวในงบประมาณนี้หรือไม่?