หลายคนน่าจะเคยเจอปัญหาว่าเครื่อง NAS สำเร็จรูปที่มีขายตามท้องตลาดทั่วไป มักจะมีสเปกข้างในค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับเงินที่เราต้องจ่ายไป แม้ว่าพวกมันจะใช้งานง่ายและมีประกันพร้อมสรรพ แต่เรื่องความแรงและความยืดหยุ่นยังสู้ประกอบเองไม่ได้ เราเลยลองใช้เครื่องมือจัดสเปกคอมพิวเตอร์ชิ้นใหม่มาช่วยวางแผนประกอบเครื่องจัดเก็บข้อมูลบนเครือข่าย หรือที่เรียกว่า NAS ให้มีพื้นที่เก็บข้อมูลราว 5TB และรันแอปพลิเคชันเสริมได้ ในงบประมาณที่ไม่เกิน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 35,000 บาท
ผลลัพธ์จากการใช้เครื่องมือจัดสเปกตัวนี้บอกเลยว่าทำได้จริงและเฉียดฉิวพอดิบพอดี โดยถ้าหักราคาฮาร์ดดิสก์ขนาด 6TB ออกไป ตัวเครื่อง NAS เปล่า ๆ จะใช้งบไม่ถึง 650 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 22,750 บาท ใครที่สนใจอยากลองจัดสเปกตามก็สามารถเข้าไปใช้งานเครื่องมือ XDB Builder กันได้เลย
ทำไมเครื่องสำเร็จรูปถึงไม่ตอบโจทย์
เครื่อง NAS สำเร็จรูปจากแบรนด์ดังอย่าง Synology, TerraMaster หรือ Asustor ถือว่าดีงามมากสำหรับมือใหม่ เพราะมีระบบจัดการสำเร็จรูป แกะกล่องมาแทบไม่ต้องตั้งค่าอะไรเยอะแยะแถมมีประกันคุ้มครอง แต่ข้อเสียคือตัวเลือกจะค่อนข้างจำกัดและมีราคาค่อนข้างสูง ถ้าเราอยากได้สเปกแรง ๆ มาช่วยแปลงไฟล์หรือรันงานหนัก ๆ ก็ต้องจ่ายแพงขึ้นไปอีก
สำหรับโจทย์ของเราในครั้งนี้คือต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลราว 5TB และอยากให้ตัวเครื่องทำหน้าที่เป็นโฮมเซิร์ฟเวอร์ขนาดย่อม สำหรับรันแอปพลิเคชันแบบติดตั้งเองได้ เช่น Nextcloud, Jellyfin, Immich หรือ Mealie ถ้ามองหาจากเครื่องสำเร็จรูป เราต้องจ่ายเงินอย่างน้อย 400 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 14,000 บาท เพื่อให้ได้เครื่องที่มีช่องใส่ฮาร์ดดิสก์อย่างน้อย 4 ช่อง และต้องใช้ซีพียู Intel เพื่อรองรับงานแปลงไฟล์วิดีโอ อย่างรุ่น Synology DiskStation DS925+ นั้นยอดเยี่ยมมาก แต่มันมีราคาสูงถึง 640 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 22,400 บาทเลยทีเดียว
สเปกจัดเต็มด้วยหัวใจหลักจากซีพียูเดสก์ท็อป
แม้แบรนด์อย่าง TerraMaster จะทำราคาออกมาถูกกว่าเจ้าอื่น แต่รุ่นเริ่มต้นอย่าง F4-425 ที่ใช้ซีพียู Intel N5095 ก็ยังมีแรงขับเคลื่อนน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับซีพียูเดสก์ท็อปทั่วไป นี่จึงเป็นเหตุผลที่ระบบแนะนำให้เราเลือกใช้ซีพียู Intel Core i5-14400 ที่มีแกนประมวลผลจริง 10 คอร์ ทำให้การรันระบบปฏิบัติการเสมือนหรือรันคอนเทนเนอร์บน Linux กลายเป็นเรื่องง่ายไปเลย
ในส่วนของเมนบอร์ด เราเลือกใช้ ASRock B760M Pro-A/D4 ที่เข้าคู่กันได้ดี มีช่องเชื่อมต่อ PCI ขนาดเต็ม 2 ช่อง มีสล็อตแรม 4 ช่อง และพอร์ต SATA III อีก 4 พอร์ต ทำให้เราสามารถใส่การ์ดจอเพิ่มทีหลัง หรือจะติดตั้งการ์ดขยายพอร์ต SATA แบบ PCI เพื่อเพิ่มฮาร์ดดิสก์เข้าไปอีกก็ได้สบาย ๆ
การปรับลดสเปกเพื่อให้งบไม่บานปลาย
ชิ้นส่วนหนึ่งที่เราต้องปรับเปลี่ยนจากที่ระบบแนะนำคือเอ็สเอสดีความจุ 1TB ออกไป เพราะเราต้องการจำกัดงบไว้ที่ไม่เกิน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 35,000 บาทพอดี โดยตัวฮาร์ดดิสก์ Seagate IronWolf ความจุ 8TB กลายเป็นพระเอกของงานนี้และเป็นชิ้นส่วนที่มีราคาสูงที่สุดถึง 424 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 14,840 บาท ส่วนเคสคอมพิวเตอร์เราเลือกใช้ Fractal Design Define 7 ที่มีช่องใส่ฮาร์ดดิสก์เพียงพอต่อการใช้งาน
ในส่วนของหน่วยความจำหรือแรม เดิมทีเครื่องมือแนะนำความจุมาให้ถึง 64GB ซึ่งถือว่าฉลาดมากถ้าต้องรันแอปพลิเคชันหลายตัวพร้อมกัน แต่เนื่องจากแรมราคาค่อนข้างสูงในตอนนี้ การเลือกใช้แรมขนาด 16GB แบบ 2 โมดูลจึงเพียงพอต่อการใช้งานทั่วไป และเรายังสามารถอัปเพิ่มเป็น 32GB เพื่อใช้งานสล็อตแรมที่มีอยู่ให้คุ้มค่าได้ในอนาคต
ข้อควรระวังในการเลือกใช้อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์
อีกหนึ่งเรื่องสำคัญเวลาเอาชิ้นส่วนพีซีมาประกอบเป็น NAS คือเรื่องของอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล เพราะฮาร์ดดิสก์ทั่วไปตามบ้านอาจจะไม่ได้ออกแบบมาให้เปิดทำงานต่อเนื่องตลอดเวลา การเปิดใช้งานคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปเต็มวันกับการเปิดเครื่อง NAS ทิ้งไว้เป็นเดือนหรือเป็นปีสร้างความสึกหรอให้ชิ้นส่วนที่มีกลไกเคลื่อนไหวได้มากกว่า ดังนั้นถ้าใครจะนำฮาร์ดดิสก์เก่ามาใช้งานต่อ อย่าลืมตรวจเช็คสุขภาพไดรฟ์ด้วยโปรแกรมตรวจสอบสถานะฮาร์ดแวร์อย่างละเอียดทุกครั้ง
การเลือกประกอบเครื่อง NAS เองด้วยชิ้นส่วนเดสก์ท็อปทั่วไปถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่อยากได้สเปกแรงคุ้มราคา แม้ว่าเครื่องสำเร็จรูปจะยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับมือใหม่ แต่ถ้าคุณพร้อมสำหรับการก้าวไปอีกขั้น การลุยประกอบเองจะช่วยเปิดมุมมองใหม่ในการทำเซิร์ฟเวอร์ที่บ้านด้วยตัวคุณเอง แล้วคุณล่ะสนใจอยากลองจัดสเปกคอมพิวเตอร์มาทำเป็นเครื่อง NAS ใช้เองสักเครื่องไหม
ที่มา: XDA