เคยมั้ยครับประเภทกดปุ่มเปิดคอมพิวเตอร์แล้วนั่งจ้องหน้าจอ รอแถบหมุนวงกลมวิ่งไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเข้าหน้าเดสก์ท็อป ยิ่งวันไหนรีบทำงานหรืออยากกดเข้าเกมกับเพื่อนให้ทัน เวลาแค่ไม่กี่วินาทีก็รู้สึกยาวนานเหมือนเป็นนาที ยุคนี้เรามี SSD สปีดอ่านเขียนทะลุระดับ 5,000 MB/s กันแล้ว แต่ทำไมคอมพิวเตอร์บางเครื่องยังใช้เวลาบูตนานแปลกๆ ทั้งที่สเปกแรงทะลุหลอด

ตัวการสำคัญตัวหนึ่งที่คนเล่นคอมพิวเตอร์มองข้ามกันบ่อยๆ คือการตั้งค่าใน BIOS ที่ชื่อว่า Fast Boot ฟังก์ชั่นนี้มีอยู่ในเมนบอร์ดแทบทุกค่าย ทั้ง ASUS, GIGABYTE, MSI และ ASRock หลักการของมันไม่มีอะไรซับซ้อนครับ แค่บอกให้เมนบอร์ดข้ามขั้นตอนการตรวจเช็กฮาร์ดแวร์ที่ไม่จำเป็นบางอย่างขณะเริ่มทำงาน แล้วส่งหน้าที่ส่งต่อให้ Windows โหลดไฟล์ขึ้นมาทันที

เปิดกับปิด ต่างกันกี่วิ จับเวลาให้เห็นกันชัดๆ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เราลองทดสอบบนคอมพิวเตอร์สเปกมาตรฐานยุคนี้ที่ใช้ชิปประมวลผล Intel Core i5 คู่กับ RAM 32GB และติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows บน NVMe M.2 SSD ความเร็วสูง โดยเริ่มต้นทดสอบจากการปิดฟังก์ชั่น Fast Boot หรือปล่อยไว้เป็นค่าตั้งต้นจากโรงงานก่อน

ผลลัพธ์ในการปิด Fast Boot พบว่านับตั้งแต่กดปุ่ม Power บนเคส หน้าจอจะดับไปครู่หนึ่ง ก่อนจะขึ้นโลโก้เมนบอร์ดเพื่อเข้าสู่กระบวนการที่เรียกว่า POST หรือ Power-On Self-Test ขั้นตอนนี้เมนบอร์ดจะไล่เช็กทีละจุด ตั้งแต่ RAM, การ์ดจอ, ไปจนถึงอุปกรณ์ USB ที่เสียบอยู่ ทั้งหมดนี้ใช้เวลาประมาณ 16 ถึง 20 วินาทีกว่าหน้าจอเข้าสู่ Windows พร้อมใช้งาน

ทีนี้เราลองเข้าไปเปลี่ยนค่าใน BIOS ให้เป็น Fast Boot แบบเปิดใช้งาน แล้วรีสตาร์ทเครื่องกลับมาจับเวลาใหม่อีกครั้ง สิ่งที่เกิดขึ้นคือ โลโก้เมนบอร์ดขึ้นแทบจะทันทีที่ไฟเคสติด เมนบอร์ดข้ามการไล่ตรวจเช็กอุปกรณ์ยิบย่อยทั้งหมด แล้วยิงตรงเข้าสู่ระบบปฏิบัติการทันที ใช้เวลาเพียงแค่ 7 ถึง 9 วินาทีเท่านั้น เรียกว่าประหยัดเวลาลงไปได้เกินครึ่งเลยทีเดียว

เร็วขึ้นจริง แต่ทำไมบางคนถึงไม่แนะนำให้เปิด

ฟังดูเหมือนมีแต่ข้อดีใช่ไหมครับ เร็วขึ้น 10 วินาทีแบบไม่ต้องเสียเงินซื้ออุปกรณ์ใหม่สักบาท แต่ในโลกของฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ โดยไม่แลกกับอะไรบางอย่าง ความเร็วที่เพิ่มขึ้นมานี้แลกไปกับความสะดวกในการปรับแต่งเครื่องในอนาคต

ปัญหาใหญ่ที่สุดของการเปิด Fast Boot คือคุณจะกดปุ่ม Del หรือ F2 เพื่อเข้า BIOS ยากมาก หรือแทบกดไม่ทันเลย เพราะเมนบอร์ดไม่ได้เปิดช่องว่างเวลาในการรับสัญญาณจากคีย์บอร์ดเลยแม้แต่น้อย มันจะวิ่งผ่านไปเข้า Windows ทันที ยิ่งถ้าใช้ฟังก์ชั่น Ultra Fast Boot คีย์บอร์ดและเมาส์ที่เป็นแบบไร้สายเสียบผ่าน USB ดองเกิล จะยังไม่ถูกจ่ายไฟจนกว่าจะเข้าหน้า Windows เรียบร้อยแล้วด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ การข้ามขั้นตอนการตรวจเช็กฮาร์ดแวร์ อาจส่งผลให้ระบบมองไม่เห็นอุปกรณ์บางอย่างที่คุณเพิ่งเสียบเข้าไปใหม่ เช่น ฮาร์ดดิสก์พกพา หรือแฟลชไดรฟ์ บางกรณีถ้าคุณทำการโอเวอร์คล็อก RAM โดยเปิดใช้งาน XMP หรือ EXPO ระบบจะไม่ได้ทำการทดสอบความเสถียรของ RAM ก่อนบูต ซึ่งอาจส่งผลให้เครื่องเกิดอาการจอฟ้า BSOD ระหว่างใช้งานได้ง่ายกว่าปกติ

  • กดเข้า BIOS เพื่อปรับแต่งค่าหรือโอเวอร์คล็อกยากขึ้น
  • อุปกรณ์ USB บางชนิดอาจใช้งานไม่ได้จนกว่าจะโหลดเข้า Windows เสร็จ
  • เสี่ยงต่อความไม่เสถียรหากใช้ RAM ที่โอเวอร์คล็อกค่า XMP หรือ EXPO มาสูงๆ
  • มีปัญหากับการใช้งานระบบปฏิบัติการคู่กันอย่าง Windows และ Linux บนเครื่องเดียว

สรุปแล้ว สเปกแบบไหนควรเปิดใช้งาน

ถ้าวัดกันที่ความคุ้มค่า หากคอมพิวเตอร์ของคุณจัดสเปกมาลงตัวแล้ว ใช้งานเดิมๆ ไม่ได้เสียบถอดอุปกรณ์เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาบ่อยๆ และไม่ได้มีความจำเป็นต้องเข้าไปปรับค่าใน BIOS อีกต่อไป การเปิด Fast Boot ถือเป็นตัวเลือกที่ช่วยเพิ่มความสะใจเวลาเปิดเครื่องได้ดีมาก กดปุ่มปุ๊บแทบจะเดินไปหยิบแก้วน้ำยังไม่ทันเสร็จ เครื่องก็พร้อมใช้งานแล้ว

แต่ถ้าคุณเป็นสายปรับแต่ง ชอบลองโอเวอร์คล็อก ชอบเปิด BIOS เข้าไปดูอุณหภูมิ หรือมีการเปลี่ยนอุปกรณ์ต่อพ่วงอยู่ตลอด การปิด Fast Boot ไว้ แล้วยอมเสียเวลาเพิ่มอีกแค่ 10 วินาที ถือเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและสร้างปัญหาน้อยกว่ามาก เพราะสปีดของ NVMe M.2 SSD ในปัจจุบันก็ทำเวลาเข้า Windows ได้เร็วกว่าสมัยยุค Hard Disk จานหมุนหลายเท่าตัวอยู่แล้ว

สำหรับใครที่เผลอเปิด Ultra Fast Boot ไปแล้วกดเข้า BIOS ไม่ทัน ไม่ต้องตกใจไปครับ คุณยังสามารถสั่งรีสตาร์ทคอมพิวเตอร์ผ่าน Windows โดยกดปุ่ม Shift ค้างไว้ขณะกดปุ่ม Restart แล้วเลือกเข้าไปที่เมนู UEFI Firmware Settings เพื่อกลับเข้าไปปิดใช้งานใน BIOS ได้เหมือนเดิม

คอมพิวเตอร์ที่บ้านคุณตอนนี้กดเปิดเครื่องแล้วใช้เวลาเปิดเข้าหน้าเดสก์ท็อปกันกี่วินาที และคิดว่าความเร็วระดับไหนที่จัดว่าทันใจคุณที่สุดแล้ว