เวลาที่เราพูดถึงวงการฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ หลายคนก็พอมองออกว่าทั้งฝั่ง AMD และ Intel เขากำลังพัฒนาชิ้นส่วนรุ่นใหม่อยู่หลังฉาก แต่ล่าสุดมีข้อมูลวงในหลุดออกมาจากเอกสารของ Microsoft ที่ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า ชิปรุ่นต่อไปเหล่านี้จะถูกนำไปวางขายในกลุ่มสินค้าประเภทไหนบ้าง

เอกสารชิ้นนี้มีชื่อว่าแผนผัง Hybrid Intelligence ซึ่งเป็นแผนงานสำหรับคอมพิวเตอร์พกพารุ่นใหม่ที่รันระบบปฏิบัติการ Windows โดยในเอกสารมีการแบ่งระดับอุปกรณ์ออกเป็น 4 ระดับ ตั้งแต่แล็ปท็อปประหยัดงบที่มีแรม 8GB ไปจนถึงซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ใช้แพลตฟอร์ม GB300 จาก Nvidia

เผยโฉมชิปรุ่นอนาคตผ่านสไลด์หลุด

สิ่งที่น่าสนใจคือในสไลด์ตัวนี้มีการพูดถึงตระกูลซีพียูที่ยังไม่เคยเปิดตัวมาก่อนถึง 2 ค่ายด้วยกัน ค่ายแรกคือฝั่ง AMD กับตระกูล Ryzen AI 500 ที่คาดว่าจะพัฒนาบนสถาปัตยกรรม Zen 6 ส่วนอีกค่ายคือ Intel กับตระกูล Core Ultra 4 ที่ใช้สถาปัตยกรรม Nova Lake รุ่นใหม่ล่าสุด

นอกจากนี้ยังมีการแอบพูดถึงชิปกราฟิกตัวใหม่จาก Intel ที่ใช้ชื่อรหัสว่า Crescent Island หรือที่เรียกกันอย่างเป็นทางการว่า Intel GPU D-Series จุดที่น่าสนใจคือ Microsoft เลือกใช้วิธีแบ่งระดับผลิตภัณฑ์ตามความจุของหน่วยความจำแรมในระบบ แทนที่จะดูจากพลังประมวลผลดิบๆ แบบเดิม

เจาะลึกระดับเริ่มต้นและระดับกลางในแผนงาน

มาเริ่มดูกันที่ระดับล่างสุดหรือเรียกว่า Tier 0 ซึ่งเป็นกลุ่มแล็ปท็อปประหยัดงบที่มีแรมขนาด 8GB โดยในกลุ่มนี้จะมีซีพียูหลายตัวเลือกผสมกัน ทั้ง AMD Ryzen 100 และ 200 series รวมถึง Intel Core Series 3 กับ Series 4 รวมถึงชิปจากฝั่ง Qualcomm Snapdragon C, X และ X Plus ด้วย ทาง Microsoft ระบุว่าระบบเหล่านี้ออกแบบมาสำหรับการทำงานเบาๆ ที่ไม่ต้องใช้พลังประมวลผลสูงมากนัก

ขยับขึ้นมาดูที่ระดับ Tier 1 ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่า Microsoft ยังคงจริงจังกับการผลักดันเรื่องฟีเจอร์ปัญญาประดิษฐ์บน Windows โดยในกลุ่มนี้จะแบ่งย่อยออกเป็นรุ่นแรม 16GB และ 32GB ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน Copilot+ ทั้งหมด ซึ่งจะใช้งานร่วมกับชิป Intel Core Ultra Series 3 และ 4, AMD Ryzen AI 400 และ 500 รวมถึง Snapdragon X2 Plus, X Elite และ X Extreme เพื่อรองรับการทำงานประมวลผลเฉพาะกิจในเครื่อง

ก้าวสู่กลุ่มพลังสูงและการประมวลผลขั้นเทพ

ส่วนในกลุ่มแรม 64GB ของระดับ Tier 1 จะมีการเปลี่ยนไปใช้ชิปประมวลผลฝั่ง AMD Ryzen AI Max+ 400 และการ์ดจอ Nvidia RTX Spark N1X รวมถึงชิป Intel Core Ultra Next รุ่นที่ยังไม่มีการระบุชื่อ โดยอุปกรณ์แรม 64GB นี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสมสำหรับการรันงานปัญญาประดิษฐ์บนเครื่องแบบเต็มตัว

สำหรับระดับ Tier 2 และ Tier 3 ถูกออกแบบมาเพื่อเอาใจกลุ่มผู้ใช้งานระดับสูงที่ต้องการสร้างและรันโมเดลขนาดใหญ่บนเครื่องตัวเอง โดยจะมีแรมมาให้ตั้งแต่ 128GB ขึ้นไป โดยเฉพาะในระดับ Tier 3 ที่เอกสารระบุถึงชิปกราฟิก Crescent Island หรือ D-Series ของ Intel ที่ใช้สถาปัตยกรรม Xe3P

ชิปกราฟิกกลุ่มนี้จะมาพร้อมกับหน่วยความจำ LPDDR5X สูงสุดถึง 480GB ซึ่งมากพอที่จะจัดการกับโมเดลที่มีพารามิเตอร์สูงถึง 300,000 ล้านพารามิเตอร์ได้บนการ์ดใบเดียว พร้อมความเร็วแบนด์วิดท์ระดับ 1.5TB ต่อวินาที และพลังประมวลผลระดับ 1.3 petaflop ในรูปแบบ FP8

การที่ Microsoft เลือกซอยระดับผลิตภัณฑ์ตามความจุแรมแบบนี้ ก็เพื่อให้มั่นใจว่าฟีเจอร์ปัญญาประดิษฐ์จะสามารถปรับขนาดการใช้งานให้เข้ากับความต้องการที่หลากหลายได้ ตั้งแต่งานคำสั่งพื้นฐานไปจนถึงการพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ และยืนยันได้เลยว่าพวกเขายังไม่ล้มเลิกแผนงานด้านปัญญาประดิษฐ์สำหรับระบบปฏิบัติการ Windows อย่างแน่นอน

ถ้าคุณกำลังจะประกอบคอมพิวเตอร์หรืออัปเกรดฮาร์ดแวร์ในช่วงปีหน้า สเปกแรมระดับไหนคือสิ่งที่คุณคิดว่าจำเป็นที่สุดสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันของคุณ