ถ้าเราหยิบโน้ตบุ๊กทำงานเครื่องเดิมที่ใช้มาหลายปีขึ้นมาเปิดฝาใช้งาน เราอาจจะคุ้นชินกับหน้าตาเดิมจนแทบไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงภายนอก Apple เองก็ยังคงเลือกใช้แนวทางนี้กับแล็ปท็อปสายทำงานยอดนิยมอย่าง MacBook Pro ขนาด 14 นิ้ว ที่รอบนี้ยกเครื่องไส้ในมาใช้ชิปประมวลผล M6 ตัวใหม่ล่าสุด

แม้หน้าตาภายนอกจะแทบไม่ต่างจากรุ่นชิป M5 เมื่อปีก่อน แต่หัวใจหลักของเครื่องถูกเปลี่ยนใหม่เพื่อเน้นเรื่องความเร็วและระบบการเชื่อมต่อไร้สายที่ดีขึ้นกว่าเดิม โดยมีราคาเริ่มต้นใหม่ที่ขยับขึ้นมาตามต้นทุนชิ้นส่วนในตลาดโลก

บอดี้เดิมที่คุ้นเคยกับชิปใหม่ M6

Apple เปิดตัวแล็ปท็อปรุ่นนี้ด้วยดีไซน์ตัวเครื่องที่ใช้มาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2021 ตัวเครื่องที่นำมาทดสอบเป็นสีเงิน Silver ซึ่งมีข้อดีคือไม่เก็บรอยนิ้วมือและคราบมันจากผิวหนังได้ง่ายเท่ากับสีดำ Space Black ตัวเครื่องมีขนาดกว้าง 12.31 นิ้ว ลึก 8.71 นิ้ว และหนา 0.61 นิ้ว (ขนาดราว 312.6 x 221.2 x 15.1 มิลลิเมตร) น้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 3.4 ปอนด์ (ราว 1.55 กิโลกรัม) เท่ากับรุ่นก่อนหน้า

หากเทียบกับคู่แข่งในฝั่งระบบปฏิบัติการ Windows 11 จะพบว่า Dell XPS 14 มีขนาด 12.19 x 8.26 x 0.6 นิ้ว น้ำหนัก 3 ปอนด์ (ราว 1.36 กิโลกรัม) ส่วน Gigabyte Aero X16 มีขนาด 14 x 9.9 x 0.78 นิ้ว และมีน้ำหนัก 4.2 ปอนด์ (ราว 1.9 กิโลกรัม) ด้านราคาจำหน่ายนั้น จากปัญหาต้นทุนหน่วยความจำและพื้นที่เก็บข้อมูลที่พุ่งสูงขึ้นทั่วทั้งอุตสาหกรรม ทำให้รุ่นเริ่มต้นเปิดราคามาที่ 1,999 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 66,000 บาท)

บริเวณขอบหน้าจอด้านบนยังคงมีรอยบาก Notch สำหรับติดตั้งกล้องหน้าความละเอียด 12MP Center Stage ซึ่งแม้จะดูกลืนไปกับแถบเมนูด้านบน แต่ก็เริ่มดูเก่าเมื่อเทียบกับระบบ Dynamic Island ในรุ่นระดับบน ส่วนจุดที่ยังสร้างความรำคาญเล็กน้อยคือรอยเว้าตรงแป้นพิมพ์สำหรับเปิดฝาหน้าจอที่มีขอบค่อนข้างคม อาจทิ่มโดนอุ้งมือเวลาพิมพ์งานได้

พอร์ตเชื่อมต่อและระบบไร้สาย N1

พอร์ตเชื่อมต่อรอบตัวเครื่องยังคงจัดมาให้ครบครันสำหรับการทำงานระดับมืออาชีพ ประกอบด้วยพอร์ต Thunderbolt 4 แบบ USB Type-C จำนวน 3 พอร์ต โดยรุ่นชิป M6 นี้ยังไม่รองรับ Thunderbolt 5 นอกจากนี้ยังมีช่องอ่านการ์ดหน่วยความจำ SDXC ขนาดเต็ม ช่องต่อ HDMI 2.1 ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร และพอร์ตชาร์จไฟแบบ MagSafe 3 พร้อมตัวแปลงไฟขนาด 70W และแบตเตอรี่ความจุ 72.4WHr

จุดอัปเกรดสำคัญด้านการเชื่อมต่อคือการนำชิป Apple N1 ที่บริษัทพัฒนาขึ้นมาเองมาติดตั้งไว้ ทำให้เครื่องรุ่นนี้รองรับการเชื่อมต่อไร้สายมาตรฐานใหม่อย่าง Wi-Fi 7 และ Bluetooth 6 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรับส่งข้อมูลไร้สายให้มีความเสถียรและรวดเร็วยิ่งขึ้น

ทางด้านหน้าจอยังคงเป็นแผงหน้าจอแบบ IPS ที่ใช้ระบบไฟส่องสว่างด้านหลังแบบ mini LED ขนาด 14.2 นิ้ว เรียกว่า Liquid Retina XDR ความละเอียด 3,024 x 1,964 พิกเซล อัตรารีเฟรชเรต 120 Hz ProMotion หรือการแสดงผลภาพเคลื่อนไหวได้สูงสุด 120 ครั้งต่อวินาที สามารถเลือกออปชันกระจกผิวสัมผัสลดแสงสะท้อน Nano-texture เพิ่มได้ในราคา 150 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5,000 บาท) แม้หน้าจอนี้จะสวยงามแต่ยังไม่ใช่หน้าจอ PROLED XDR แบบรองรับการสัมผัสที่มีในรุ่นราคาสูงกว่า

ผ่าผลทดสอบความแรงทั้งทำงานและเล่นเกม

เครื่องทดสอบมาพร้อมชิป M6 แบบ 12-core CPU และชิปกราฟิก 12-core GPU ในตัว จับคู่กับหน่วยความจำแบบรวม LPDDR5x ขนาด 16GB และพื้นที่เก็บข้อมูลแบบ SSD ความจุ 1TB ทำงานบนระบบปฏิบัติการ macOS Golden Gate 27.0 ซึ่งสเปกนี้เป็นพิมพ์เขียวเดียวกับเครื่อง Mac Mini รุ่นล่าสุด

ผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 6 วัดประสิทธิภาพ CPU พบว่าการประมวลผลแบบแกนเดี่ยวทำได้ 4,752 คะแนน สูงกว่าชิป M5 ที่ทำได้ 4,288 คะแนน หรือแรงขึ้นราว 10% ส่วนการประมวลผลแบบหลายแกนทำคะแนนได้ทิ้งห่างจากรุ่นเดิมกว่า 18% ซึ่งเมื่อเทียบกับชิปของฝั่งพีซีอย่าง Dell XPS 14 ที่ใช้ Intel Core Ultra X7 358H ทำคะแนนแกนเดี่ยวและหลายแกนได้ 2,867 และ 16,927 คะแนน ขณะที่ Gigabyte Aero X16 ที่ใช้ชิป AMD Ryzen AI 7 350 ก็ทำคะแนนตามหลังอยู่เช่นกัน

ด้านความเร็วในการอ่านเขียนข้อมูลของ SSD นั้น Apple ยังรักษาระดับความเร็วไว้เท่าเดิม โดยจากการทดสอบถ่ายโอนไฟล์ขนาด 25GB รุ่น M6 ทำความเร็วได้ 1914.23 MBps ใกล้เคียงกับรุ่น M5 ที่ทำได้ 1917.35 MBps ขณะที่ Gigabyte Aero X16 ทำได้ 1,480.57 MBps

สำหรับการแปลงไฟล์วิดีโอ 4K ไปเป็น 1080p ด้วยโปรแกรม Handbrake ชิป M6 ใช้เวลาเพียง 2 นาที 50 วินาที เทียบกับรุ่น M5 ที่ใช้เวลา 3 นาที 31 วินาที ส่วนการทดสอบความเสถียรด้วย Cinebench 2026 ต่อเนื่อง 10 รอบ ตัวเครื่องเปิดหัวด้วยคะแนน 5,026.55 ก่อนจะทรงตัวอยู่แถว ๆ 5,440 คะแนนตลอดการทดสอบ

ในแง่กราฟิก ชิป GPU แบบ 12 แกนที่พ่วงตัวเร่งความเร็วประสาทเทียมช่วยดันประสิทธิภาพขึ้นมาอีกระดับ โดยการทดสอบเล่นเกม Cyberpunk 2077 ปรับการตั้งค่าตามที่ระบบแนะนำ ทำเฟรมเรตที่ความละเอียด 1800 x 1125 พิกเซลได้ 53.7 FPS สูงกว่า M5 ที่ทำได้ 47.65 FPS และขยับมาทำได้ 32.66 FPS ที่ความละเอียด 3024 x 1890 พิกเซล เทียบกับรุ่นเดิมที่ได้ 31.47 FPS

ด้วยราคาเริ่มต้นที่ขยับขึ้นมาแตะระดับ 1,999 ดอลลาร์สหรัฐกับบอดี้ที่ใช้มาหลายปี คุณคิดว่าความแรงระดับชิป M6 และการอัปเกรด Wi-Fi 7 คุ้มค่าพอที่จะทำให้คุณยอมควักกระเป๋าเปลี่ยนเครื่องทำงานตัวใหม่หรือยัง?